(ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้บันทึกและสื่อสารความรู้สึกส่วนตัวอีกครั้งนะครับ)
วันนี้ผมได้รับของขวัญวันเกิดเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งคงไม่มีวางจำหน่ายตามร้านหนังสือ และผมคงหาซื้อไม่ได้แน่ๆ (ข้อมูลจากหน้าเครดิตบอกมาว่ามันถูกผลิตขึ้นมาเพียงยี่สิบเล่มเท่านั้นเอง) ก่อนที่จะรู้ว่าของขวัญชิ้นนี้คือหนังสือ ผมแกะซองสีน้ำตาลซองนั้นด้วยความตื่นเต้น อยากรู้ว่าข้างในคืออะไร เมื่อเปิดออกมาจึงเห็นการ์ดวันเกิดขนาดใหญ่ และหนังสือสีขาวที่มีตัวหนังสือบนหน้าปกว่า “Minute of Love – ความรู้สึกของฉันที่มีเธออยู่ด้วยกันอีกหนึ่งคนบนโลกใบนี้”
ผมรีบกรีดหน้าหนังสือเพื่อสแกนดูเนื้อหาคร่าวๆ เดาว่าน่าจะเป็นหนังสือทำมือรวมงานเขียนของชาวฟลาเนอร์ (กลุ่มผู้อ่านผู้น่ารักหลากรุ่นหลายวัยกลุ่มนี้เขาขนานนามตัวเองว่าอย่างนั้น) อีกเล่ม เพราะชาวฟลาเนอร์เคยทำหนังสือทำมือรวมงานเขียนในนาม around มาแล้วสองเล่มด้วยกัน
แต่แล้วก็ต้องสะดุดกับข้อความและชื่อเรื่องหลายเรื่องในนั้นที่ดูจะเกี่ยวข้องกับตัวผม
เมื่อพลิกมาดูหน้าแรกก็พบกับคำเฉลย
ในหนังสืออวยพรเล่มเล็กๆ เล่มนี้
อาจจะมีถ้อยคำไม่มากนัก
แต่มันก็เป็นความรู้สึกทั้งหมด ที่มีอยู่ในใจพวกเรา
ที่อยากจะบอกกับเธออีกครั้ง ในวันเกิดของเธอ วันนี้…
เป็นหนังสือที่เป็นของขวัญ
เป็นของขวัญที่สวยงามและประทับใจมากๆ ครับ
…
นานมาแล้วที่ไม่ได้อ่านตัวหนังสือของใครสักคนที่เขียนความรู้สึกถึงเรา (แน่นอน นั่นไม่ใช่เรื่องที่คนเราจะทำกันบ่อยๆ) เรามักจะเขียนหรือบอกความรู้สึกที่ดีๆ ต่อกันในวันที่จะต้องลาจาก อย่างสมุดค่ายตอนเลิกค่าย สมุดเฟรนด์ชิพตอนที่จะเรียนจบชั้น ป.หก, ม.สาม หรือ ม.หก และในบางกรณี เราก็มักได้ยินถ้อยคำดีๆ ที่ส่งถึงกันตอนที่คนคนนั้นหมดลมหายใจไปแล้ว ใครคนหนึ่งจะยืนขึ้นแล้วพูดความรู้สึกดีๆ ที่อยากบอก แต่คนคนนั้นก็ไม่มีโอกาสได้ยินเสียแล้ว
แน่นอน ใครก็อยากฟังถ้อยคำดีๆ ที่จริงใจทั้งนั้น
แต่ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะส่งถ้อยคำดีๆ ให้แก่กัน
ตัวหนังสือของหนังสือเล่มนี้ทำให้อุณหภูมิรอบตัวอุ่นขึ้นระหว่างอ่าน รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ท่ามกลางพี่ๆ น้องๆ
…
ผมไม่เคยคิดว่าการเขียนหนังสือจะทำให้ได้รู้จักกับพี่ๆ น้องๆ หลายๆ คน และยิ่งไม่เคยคิดว่าการอ่านหนังสือเล่มเดียวกันจะโยงใยให้คนนู้นคนนี้มาทำความรู้จักกันได้กลมเกลียวเช่นนี้ (ซึ่งอันนี้ผมว่ามันไม่เกี่ยวกับตัวหนังสือของผมเลย พี่ๆ น้องๆ เขารักใคร่และเอาใจใส่กันเองมากกว่า) แต่หนังสือเล่มนี้ก็บอกกับผมว่าระยะห่างระหว่างคนเขียนกับคนอ่านนั้นมีเส้นด้ายบางๆ โยงใยอยู่ เช่นกันกับระหว่างคนอ่านกับคนอ่านด้วยกันเอง
อยากขอบคุณทุกตัวอักษรที่พี่ๆ น้องๆ นำมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันเป็นคำ เป็นประโยค และเป็นเรื่องราวที่สวยงามในความรู้สึก (แม้ผู้ชายบางคนจะเป็นนักซ่อนความรู้สึกตัวยงก็ตาม) ตัวอักษรในหนังสือเล่มนี้ทำให้อยากเขียนหนังสือให้ดีๆ และดีใจที่พวกมันได้เป็นเพื่อนกับพี่ๆ น้องๆ ในบางเวลา
ขอบคุณที่ทำให้น้ำตาไหลในวันเสาร์
การได้รู้ว่าตัวหนังสือของเราได้เข้าไปอยู่ในบางช่วงเวลาบางจังหวะของความคิดของคนนั้นคนนี้มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ
ผมไม่ค่อยได้คิดว่าตัวเองเป็นนักเขียน แต่รู้ว่าตัวเองชอบเขียนหนังสือ และดีใจมากๆ ที่มีคนอ่านหนังสือที่ผมเขียนแล้วแลกเปลี่ยนความคิดกัน
โลกของเราอาจไม่ได้แบ่งเป็นสองซีก ‘นักเขียน’ กับ ‘ผู้อ่าน’
แต่เราอยู่ในโลกกลมๆ ใบเดียวกันนี่แหละ เป็นเพื่อนกัน แค่เราคุยกันผ่านตัวหนังสือแทนที่จะมานั่งตักไอติมถ้วยเดียวกันที่สยามฯ แทนที่จะไปนั่งจุ่มลูกชิ้นหรือปลาสวรรค์ลงในหม้อสุกี้เดียวกันในร้านเอ็มเค
อาจไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนม แต่เราก็รู้จักผ่านความคิดอ่านของกันและกัน
“ขอบคุณมิตรภาพที่มอบให้” คำนี้ถ้าอ่านผ่านๆ เหมือนธรรมดา อยากให้ลองกลับไปอ่านมันช้าๆ อีกครั้ง คำว่า ‘มิตรภาพ’ มันน่ารักมากนะครับ
เราไม่รู้จักกันเลย เป็นใครก็ไม่รู้ ไอ้คนหนึ่งนั่งจิ้มคีย์บอร์ดอยู่กับบ้านในห้องแคบๆ อีกคนบังเอิญเดินไปเจอหนังสือแล้วหยิบกลับบ้านไปอ่าน แต่ก็ยินดีหยิบยื่น ‘มิตรภาพ’ ส่งมาให้ไอ้คนแรก ผมว่ามันเป็นเรื่องพิเศษมาก
…
ผมเคยอ่านหนังสือของพี่หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา เรื่องที่เขาเขียนจดหมายถึงบุคคลสำคัญทั้งหลาย ในคำนำเขาพูดถึงผู้ยิ่งใหญ่สองคน (ที่ผมจำไม่ได้แล้ว หนังสือก็อยู่ที่เมืองไทยซะด้วยสิ) ที่เขียนจดหมายถึงกันว่า “ผมดีใจที่ได้เกิดมาอยู่ในยุคสมัยเดียวกับคุณ”
ผมว่าคนเรามี ‘เพื่อนร่วมยุค’ ต่างสมัยกันไป และเราเองก็มีชีวิตสั้นๆ ไม่ได้ยืดยาวอะไร หากหยิบยื่นมิตรภาพให้กันได้ระหว่างที่หายใจอยู่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ทำให้อีกคนอยากมีชีวิตต่อไป ทำให้คนคนนั้นเห็นว่าชีวิตเป็นสิ่งมีค่า
เราเกิดมาหายใจในยุคเดียวกันครับ ในยุคที่อากาศสีเทาๆ อุณหภูมิร้อนๆ พร้อมไปกับรอลุ้นว่าหิมะจะตกใส่กบาลในกรุงเทพฯ สักวันไหม เราเป็นเพื่อนกันในยุคนี้ ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ปีที่เรามาหายใจและได้พูดคุยกัน
พูดไป พูดมา
เธอว่างั้น ฉันว่างี้
ขอบคุณที่อ่านตัวหนังสือที่ผมชวนคุย และขอบคุณมากที่สุดที่พูดคุยกลับมา
โลกคงไม่ใช่สถานที่เปลี่ยวเหงา ถ้าเรามีคนคุยด้วย
มีคนฟังในเรื่องที่เราเล่า และเราได้ฟังในเรื่องที่เขาอยากเล่าให้ฟัง
ผมรู้ดีว่าการทำหนังสือเล่มหนึ่งให้เสร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ขอบคุณพี่น้องฟลาเนอร์ทุกคน พี่จุ๋ม, โอ๊ต, ฝันกลางวัน, พี่เมกิ, บีม, มด, ฝน, ต้อม, ปอนด์, สิ, พี่เอี้ยง, ฮิม, โรส, พี่เอ (กลม), โย๊ะ, พี่แขก, เมย์ และนาย ที่ช่วยกันก่อร่างมันขึ้นมา และส่งมาให้กัน เป็นของขวัญที่ดีที่สุดหนึ่งชิ้นเลยครับ
ขอบคุณผู้อ่านทุกๆ คนด้วยครับที่นั่งคุยกันไม่ว่าจะผ่านทางหน้ากระดาษหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม
ขอบคุณที่ส่งถ้อยคำดีๆ และน้ำมันเติมพลังมาให้กัน
โลกใบใหญ่ก็จริง แต่ถ้าโลกของเรามีขนาดเท่าคนที่แวดล้อมเรา มันก็ไม่ได้ใหญ่มากมายอะไรหรอกมั้ง
ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันบนโลกใบนี้
ดีใจที่ได้อาศัยและหายใจอยู่ในโลกร้อนๆ ยุคนี้พร้อมๆ กันคนจิตใจดีอีกหลายคน
สุขสันต์วันดีๆ ที่เกิดขึ้นได้ถ้าเราสร้างมันขึ้นมา
สร้างมันขึ้นมาด้วยการสื่อสารความรู้สึกดีๆ ที่จริงใจให้กัน
และถ้าเราแลกเปลี่ยนกันบ่อยๆ เป็นไปได้ไหมว่าเราจะมียุคสมัยดีๆ ร่วมกัน
ยุคสมัยดีๆ – ยุคสมัยที่เราหายใจอยู่ด้วยกัน
: )
from roundfinger’s blog
http://roundfinger.exteen.com/20081018/entry
